Friday, September 6, 2019

[รีวิวหนังสือ] เทคนิคจำแบบกาวตราช้าง ติดสนิทไม่มีวันลืมใน 1 นาที


สวัสดีครับ บทความนี้เราจะรีวิวเกี่ยวกับหนังสือพัฒนาตัวเอง ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องความจำ

ท่านเคยรู้สึกว่าการจำอะไร ทำไมมันยากจังเลย หรือ บางทีเราก็ลืมง่ายมากๆ นั้นเป็นเพราะเรายังจำแบบผิดวิธีอยู่

ทุกคนนั้นไม่มีใครที่หัวไม่ดีมาตั้งแต่เกิดหรอกครับ แต่สิ่งที่ทำให้เราจำไม่ได้นั้นเป็นเพราะ เราขาด
การทบทวนที่ดี ซึ่งเราจะว่ากันต่อในหัวข้อถัดไป

เมื่อท่านได้อ่านบทความนี้ ท่านจะสามารถเรียนรู้วิธีการจดจำที่ดีแบบไม่ต้องทรมาน ด้วยเทคนิคการจำแบบ 1 นาที, การทำให้จำได้สนิทด้วยการจินตนาการเป็นภาพและการเชื่อมโยง, การพัฒนาภาษาอังกฤษ

หมายเหตุ เนื้อหาในบทความนี้เป็นสิ่งที่ผมได้กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ การอ่านหนังสือ 2 เรื่อง คือ 1. เทคนิคจำแบบกาวตราช้าง ติดสนิทไม่มีวันลืมใน 1 นาที
2. เทคนิคอ่านให้ไม่ลืมที่จิตแพทย์อยากบอกคุณ และคอร์สอบรมเกี่ยวกับสมอง

การจดจำได้ดีนั่นมีประโยชน์หลายๆอย่าง อย่างเช่น ผู่ที่จะเริ่มเขียนบล็อกเป็นของตัวเอง ก็จะต้องกลั่นกรองจะจำเรื่องราวต่างๆเพื่อที่จะเผยแพร่ ให้ประโยชน์กับผู้อ่าน และยังสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้ด้วย หรือ มีประโยชน์สำหรับนักเรียน/นักศึกษา สามารถเอาไปใช้ในการเรียน เรียนรู้ "วิธีการอ่านหนังสือด้วยเทคนิคการอ่านแบบ 1 นาที" ไม่เพียงแต่ลดระยะเวลาการอ่าน แต่ยังจำเนื้อหาได้ทั้งเล่มอีกด้วย สามารถเอาไปสอบแล้วทำคะแนนได้ A++ เลย

เทคนิคการจำใน 1 นาที

ความจำไม่ใช่พรสวรรค์ และทุกคนไม่มีใครความจำไม่ดีมาตั้งแต่เกิด_อุสึเดะ มะซะมิ

อุสึเดะ มะซะมิ 

เป็นผู้ที่ผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวได้ตั้งแต่ครั้งแรก, สอบเข้าโรงเรียนธุรกิจชั้นนำของประเทศอเมริกาด้วยการเตรียมตัวสอบเพียงครึ่งปี, จบปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ หรือ MBA, สอบผ่านใบอนุญาตินักวางแผนทางการเงินระดับสากล หรือ CFP และสอบผ่านใบอนุญาตที่ปรึกษาทางกฏหมายดชโดยใช้ระยะเวลาการเตรียมตัวไม่กี่เดือน

ที่เขาสามารถทำได้เช่นนี้เป็นเพราะเขาเรียนรู้เทคนิคการจำใน 1 นาที ซึ่งผมกำลังจะบอกต่อไปนี้

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าคนที่ความจำดีนั้นเป็นแบบไหน?

คุณเคยเจอที่คนที่จำชื่อเราได้ตั้งแต่ในครั้งแรกเลยหรือไม่?

นั้นเป็นเพราะเขาใช้ช่วงเวลาการทบทวนที่มองไม่เห็น ในครั้งแรก และทบทวนในสองเลื่อยๆ โดยอาจจะใช้เทคนิค เช่น

"สวัสดีครับ ผมชื่อ A ครับ"

"สวัสดีครับยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณ A สบายดีไหมครับ"

ซึ่งนี่ก็เป็นเทคนิคง่ายๆที่เขาใช้กัน

และสำหรับคนที่บอกว่าตัวเองจำไม่ได้หรอก ฉันแก่เกินไป

ประเด็นแรกเลยที่บอกว่าตัวเองจำไม่ได้ ผมขอถามคุณหน่อยว่า คุณสามารถจำรายละเอียดของสิ่งที่ตัวเองชอบได้หรือไม่?

ผมบอกได้เลยว่าคุณจำได้ นั้นเป็นเพราะคุณ ทบทวนเกี่ยวกับเรื่องนั้นบ่อย โดยไม่รู้ตัว

ซึ่งสิ่งที่เทคนิคการจำแบบ 1 นาทีนี้จะทำให้ได้ก็คือ เปลี่ยนสิ่งที่ไม่ชอบจำให้เป็นสิ่งที่ชอบส่ะ ก็สิ้นเรื่อง

โดยหมุนวงจรของการจำ และการทบทวนที่ดี

ทบทวนจนจำได้

ทบทวนทุกที่ทุกเวลา

จำให้มากขึ้นทบและทบทวนซ้ำ

ทบทวนซ้ำทุกที่ทุกเวลา

ตรงข้าม คือ วงจรของการลืม

ไม่ทบทวน จึงจำไม่ได้

จำไม่ได้จึงใช้เวลานึกนาน

ใช้เวลานึกนานจึงเลิกนึก

เมื่อเลิกนึก ลืม

ดังนั้น คนที่มีความจำดี คือ คนที่มีวงจรการจำ และทบทวนที่ดีนั้นเอง

เทคนิค 6 วิธีให้จำอะไรก็ได้ใน 1 นาที

1. ให้ลดปริมาณการจำลง

2. จำแบบคร่าวๆ

3. ทบทวนทันทีที่จำได้

4. เพิ่มรายละเอียดในการจำให้มากขึ้น

5. การจำเป็นภาพ

6. เปลี่ยน ข้อมูล/ความรู้ ให้เป็นประสบการณ์

คำแนะนำ

ให้ลดปริมาณการจำลง
สมองเราจำไม่ได้ทั้งหมดในครั้งแรก ดังนั้นให้ลดปริมาณความจำลง เช่น ถ้าท่านไม่อาจจำบทพูดทั้ง 10 บรรทัดได้ ก็ให้ลดจำนวนลง อาจจะเหลือสัก 1-2 บรรทัดก่อนแล้วค่อยทบทวน

จำแบบคร่าวๆ
ในตอนแรกที่เราจำ ให้เริ่มจำแบบคร่าวๆก่อน เพราะจะทำให้เรามองเห็นภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด และทำให้เราคุ้นชินกับข้อมูลนั้นได้ดี ไม่ต้องกังวลครับ หากท่านทบทวนบ่อย และเพิ่มการจำท่านก็จะสามารถจำเนื้อหาได้ทั้งหมด

ทบทวนทันทีที่จำได้
สมองเราจดจำข้อมูลได้เฉลี่ย 4 อย่าง ดังนั้น เราต้องทบทวนให้ข้อมูลหรือความรู้นี้เข้าไปอยู่ใน Longterm memmory ซึ่งจะทำให้เราสามารถจดจำข้อมูลได้อย่างถาวร

เพิ่มรายละเอียดในการจำให้มากขึ้น
หลังจากจำเนื้อหาในช่วงแรกได้แล้ว ก็ให้เพิ่มความระเอียดของข้อมูลขึ้นไปอีก

เช่น หลังจากจดจำชื่อทวีปได้แล้ว เช่น ทวีปออสเตเลีย ทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา  ก็ให้จำชื่อประเทศในแต่ละทวีปได้เลย หรือ หากข้อมูลการจำยังเยอะอยู่ก็ให้แบ่งเป็นภูมิภาค เช่น ยุโรปตะวันออก ยุโรปกลาง จากนั้นก็แบ่งเป็นประเทศ เช่น ประเทศสวิสแลนด์อยู่ที่โซนยุโรปเหนือ เป็นต้น

การจำเป็นภาพ
ต่อไปนี้เป็น เทคนิคเสริม ให้จำได้ไม่ลืม นั้นก็คือการจดจำข้อมูลด้วยภาพ มนุษย์นั้นสามารถจำข้อมูลเป็นภาพได้ดีกว่า ตัวหนังสือ ให้เราแปลงข้อมูลเป็นรูปภาพเสียก่อน แล้วความทรงจำนั้นจะติดแน่นในสมอง

เช่น วิธีการจำชื่อคน โดยแปลงชื่อบุคคลให้เป็นภาพ แล้วนำคนนั้นเขาเข้าไปอยู่ในภาพนั้น เช่น คุณอาทิตย์ ก็นึกถึงภาพคุณอาทิตย์ ยืนตากแดดแล้วกำลังเช็ดเหงื่ออยู่ 

โดยภาพนั้นอาจจะไม่ต้องเหมือนจริงสะทีเดียว ให้สร้างสรรค์เข้าไว้ และเป็นภาพเคลื่อนไหว ไม่ต้องสมจริงมาก ขอแค่เเวบแรกที่เข้ามาในหัวก็นับว่าใช้ได้แล่ว

เปลี่ยนข้อมูล/ความรู้ให้เป็นประสบการณ์
ต่อไปเราจะจำให้แม่นขึ้นด้วยการเปลี่ยนความรู้ หรือข้อมูลที่ได้รับให้เป็นประสบการณ์ แน่นอนว่าจะจำได้สะยิ่งกว่าจำเป็นภาพอีก การจำเป็นประสบการณ์นั้นก็หมายถึงการมีส่วนร่วม ซึ่งจะเป็นการ Active ทำให้สมองจำได้ดีกว่า

1. ทำได้โดยการเล่าให้คนอื่นฟัง บางทีข้อมูลเราคิดว่าจำได้อย่างดีแล้ว พอลองถ่ายทอดออกมาปรากฎว่า เรายังเล่าได้ไม่ดีเท่าที่ควร ยังมีรายละเอียดที่ยังลืมอยู่ ก็ให้ไปกลับไปทบทวนมาใหม่ให้มากขึ้น

ซึ่งการเล่านี้ก็จะเป็นประสบการณ์ให้กับตัวเอง และยังเป็นการทบทวนเนื้อหาให้แน่นมากขึ้นอีกด้วย

2. ทำได้โดย การจินตนาการเป็นภาพ หากเราเป็นคนที่ขี้หลงขี้ลืมบ่อยๆ ก็ให้ลองนึกภาพรายการสิ่งของที่อยากจะจดจำ แล้วจินตนาการภาพเรากำลังหยิบสิ่งของต่างๆ แล้วทบทวนด้วยเวลาสั้นๆ เท่านี้คุณก็จะพบว่า เราสามารถจดจำสิ่งต่างๆได้มากขึ้นอีกน้ะเนี่ย

ต่อไปเป็นเทคนิคการอ่านหนังสือเเบบ 1 นาที

 การซื้อหนังสือแล้วอ่านทันทีเป็นความคิดที่ผิดมหันต์มาก

ถ้าอยากให้อ่านหนังสือแล้วสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง จะต้อง

1. ตั้งเป้าหมายก่อนว่าเราอ่านไปเพื่ออะไร? เช่น เราอยากอ่านหนังสือความจำดี เพื่อเอาเทคนิคนี้ไปใช้กับการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แค่ตั้งจุดประสงค์การอ่านก็ช่วยให้ประหยัดเวลา และยังได้เนื้อหาครบถ้วนอีกด้วย

2. เริ่มต้นด้วยการจำชื่อหนังสือ หนังสือทุกเล่ม จะมีชื่อหลัก และชื่อรอง ให้เราจำชื่อหลักแบบง่ายๆ ก่อน

3. จดจำสารบัญ  ด้วยการเล่าเรื่อง เมื่อเราอ่านชื่อสารบัญแล้วภาพไหนแวบเข้ามาในหัวก็นึกถึงเรื่องนั้นเลย แล้วเล่าเป็นฉากๆ ต่อไปเลื่อยๆตั้งแต่บท 1 บท 2 บท 3 จนถึงบทสุดท้าย

4. จดจำหัวข้อย่อยๆของสารบัญ เราไม่จำเป็นต้องเรียงจากบทที่ 1 ก่อน ผมแนะนำให้เริ่มจากบทที่ตัวเองคิดว่าน่าสนใจมาก่อน นั้นทำให้เรามีความตื่นเต้น อยากรู้เนื้อหาทั้งหมดในเล่มจังเลย อย่างไรก็ตามเทคนี้ทั้งหมดเพื่อให้คุณรู้สึกไม่ทรมาน และรู้สึกสนุกแทน

5. กระบวนการจดจำ - ให้จดบันทึกไอเดียใหม่ๆลงในที่ว่างของหนังสือ และฝึกทบทวนหนังสือง่ายๆ โดยอาจจะเปิดผ่านๆ หรือแค่อ่านหน้าสารบัญ จากนั้นก็นำไปแชร์ลงใน Social หรือเล่าประสบการณ์ที่ได้อ่านจากหนังสือให้คนอื่นฟังให้เข้าใจ

การพัฒนาภาษาอังกฤษด้วยเทคนิคจำได้ใน 1 นาที

ต่อไปนี้เป็นเทคนิคฝึกภาษาอังกฤษที่ใช้ได้จริง ซึ่งหลายคนเรียนภาษามาตั้งแต่เริ่มเข้า รร แต่ผ่านไป 6-7 ปี หรือ บางคนอายุ 20 กว่า แล้วยังไม่สามารถใช้ภาษาที่ 2 ในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเลย

ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนที่จะช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษให้ทุกคนได้ทำตาม ซึ่งท่านจะไม่ทรมานกับการเรียนด้วย และยังได้ครบทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน

1. เราต้องกำหนดให้ชัดว่าจะเรียนภาษาไปเพื่ออะไร เช่น อยากเก่งภาษาเพื่อสอบ TOEIC, อยากดูหนังต่างประเทศให้รู้เรื่อง, อยากอ่านtext บุค, อยากเขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษ หรือ อยากพูดคุยกับคนต่างชาติ

2. เมื่อเราตั้งเป้าได้เเล้วก็ให้เลือกฝึกทักษะที่จำเป็น โดยมี ฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นประเภท

การฝึกทักษะการฟัง ช่วยให้ดูหนังต่างประเทศได้สนุกขึ้น, ช่วยให้ฟังเพลงได้สนุก ทำข้อสอบ listening ได้

วิธีการฝึก 

1. การฟังจากการดูบริบท - การดูภาพยนต์ต่างประเทศโดยปิดซับ และเดาเรื่องราว โดยไม่ต้องสนใจในช่วงแรกว่าเราจะรู้เรื่องทั้งหมด ดูให้รู้ว่าตัวละครแต่ละคนกำลังทำอะไร เขาสื่อสารแบบไหน และเราอาจจะดูหนังในเวอร์ชั่นภาษาไทยมาก่อนเพื่อให้เข้าใจเรื่องราวด้วยก็ยังได้

2. ให้ลองสวมบทบาทเป็นตัวละครในภาพยนต์ - อยากที่บอกไปการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความจำขั้นสูงสุดก็คือการแปลงให้เป็นประสบการณ์ของเราเอง โดยการแปลงเป็ฯประสบการณ์นี้จะทำให้เราเข้าถึงอารมณ์ตัวละคร พฤติกรรม และบทบาท ได้เป็นอย่างดี เราจะได้เข้าใจภาษาอังกฤษได้มากยิ่งขึ้น

3. การฟังที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง - เช่น ถ้าเราเป็นนักพูด ก็ให้ลองไปฟังคลิปสุนทรพจน์ของ Steve Jobs ที่บรรยายเพียงแค่ 15 นาที ทั้งสั้นเข้าใจได้ง่าย โดยเเบ่งเป็น 3 ช่วงให้เราได้จำ หรือ จะฟัง TED talk คลิปวิดีโอที่รวมผู้นำทางความคิด นักวิทยาศาสตร์, นักประดิษฐ์ ระดับประเทศมาบรรยายให้ท่านดู ได้ทั้งเนื้อหาที่มีประโยชน์ และท่าทางการนำเสนอผลงานต่างๆด้วย

การฝึกทักษะการอ่าน 

วิธีการฝึก

1. อ่านโดยใช้ "เทคนิคการอ่านหนังสือเเบบ 1 นาที"

       โดยในช่วงแรก ให้จำแค่ชื่อหนังสือก่อน เพราะในเนื้อหานั้นอ่านค่อนข้างยาก แล้วตามด้วยสารบัญ โดยให้แปลงเป็นภาพอยู่ในหัว *อาจมีบางบทที่อ่านไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ต้องใส่ใจมันมาก เพราะเมื่อเราเริ่มทบทวนบ่อยๆเข้า เราจะคุ้นเคยกับมันเอง

       จากนั้นก็ให้เลือกอ่านบทที่สนใจก่อน เราแต่ละคนที่เลือกซื้อหนังสือย่อมมีความต้องการที่จะแก้ปัญหาอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ดังนั้นเราก็จะค้นพบบทที่น่าสนใจได้อย่างง่ายดาย

2. ลดปริมาณการอ่านด้วยการอ่านแบบคร่าวๆ
3. ทำความเข้าใจประโยคภาษาอังกฤษให้คุ้นชิน โดยปกติภาษาอังกฤษจะแปลจากหลังกลับมาหน้า ในภาษาไทย แต่ให้เราทำความเข้าใจประโยคของภาษาอังกฤษไปเลยแบบนั้น เช่น She built a beautiful modern white houses ถ้าเราแปลเป็นไทยจะได้ว่า เธอสร้าง สวย-ทันสมัย-สีขาว-บ้าน แต่ไม่ต้องแปลและจำเเบบฝรั่งไปเลยว่า เธอสร้างบ้านที่สวยงามทันสมัยและมีสีขาว

การฝึกทักษะการพูดและการเขียน

วิธีการฝึก 

1. ก่อนอื่นหากอยากพูดได้ เขียนได้ดีต้อง อ่านเยอะๆ ฟังเยอะๆเสียก่อน

มนุษย์เราต้องกินอาหารแล้วจึงจะมีแรงออกกำลังกายได้ นั้นก็คือเราจะต้องมีกระบวนการ รับเข้า และส่งออก หากวันนี้คุณยังไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี หรือเขียนบล็อก เขียนอีเมลล์เป็นภาษาอังกฤษได้ดี นั้นเป็นเพราะคุณยังขาดการรับข้อมูล หรือ การรับข้อมูลยังไม่เพียงพอ

ก็หากคุณอยากพูดได้ ก็ให้ฟังให้เยอะๆ และอยากเขียนให้มากๆ ก็ต้องอ่านให้มากๆเสียก่อน

จำไว้ว่า Output = Input

2. ให้เขียนสิ่งที่ต้องการจะสื่อออกมาเป็นภาษาไทยก่อน

หลายคนบอกว่าอยากพูดภาษาอังกฤษได้ แต่หากว่าเขาไม่มีเรื่องจะพูด ไม่มีสิ่งที่ต้องการจะสื่อ ก็ไม่สามารถที่จะพูดได้ หรือถ้าเป็นนักเขียนก็เช่นเดียวกัน ก็คือไม่มีเรื่องจะเขียนนั้นเอง

"นั้นคือเราต้องรู้จุดประสงค์ของการเขียนเสียก่อน"

บางทีความคิดของเรานั้นยังไม่เคลียร์ เราต้องเขียนให้เรารู้ก่อนว่าเราต้องการจะสื่ออะไรออกไปให้คนอื่นเข้าใจ ออกมาเป็นภาษาไทย จากนนั้นแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้คำง่ายๆ เป็นภาษาของเรา แล้วสื่อความหมายออกไปไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียน ก็จะทำให้เรามีทักษะทางการพูด และการเขียนที่ดีขึ้น